การแยกประเภทของสารเคมี

สารเคมี สามารถแบ่งได้เป็นหลายประเภท แต่ทั้งนี้เมื่อพิจารณาถึงอันตรายต่อสุขภาพแล้ว สามารถแบ่งประเภทของสารเคมีได้เป็น

การแยกประเภทของสารเคมี
การแยกประเภทของสารเคมี

1.สารเคมีที่ไวไฟ Flammable and Combustible

วัตถุไวไฟ หมายถึง  วัตถุที่ง่ายต่อการติดไฟ และ เผาไหม้ ในที่ที่มีอากาศ ของเหลวไวไฟ หมายถึง ของเหลวที่มีจุดวาบไฟ ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 37.8 องศาเซลเซียส  ส่วนของเหลวติดไฟได้ หมายถึง ของเหลวที่มีจุดวาบไฟสูงกว่า หรือ เท่ากับ 37.8 องศาเซลเซียส  บางกรณีมีการแยกประเภทสารไวไฟ ออกเป็นของแข็งและแก๊ส ตัวอย่างของแก๊สไวไฟ เช่น acetylene, ethylene oxide และ hydrogen  ในกลุ่มของสารเคมีที่ไวไฟ สามารถแบ่งเป็นกลุ่มย่อยดังนี้

1.1สารเคมีที่ระเบิดได้  สารเคมีที่ก่อให้เกิดการระเบิด เมื่อได้รับความร้อน แสง ตัวเร่งได้ ที่พบในห้องปฏิบัติการ ได้แก่ สารประกอบในกลุ่ม nitrate chlorate perchlorates  นอกจากนั้น สารประกอบของโลหะ เช่น ผงแมกนีเซียม ผงสังกะสี เมื่อผสมกับอากาศจะสามารถระเบิดได้

1.2 สารเคมีที่ติดไฟเองได้ สารเคมีกลุ่ม pyrophorics ตามมาตรฐาน US-OSHA  ได้แก่สารเคมีที่สามารถติดไฟได้เองที่อุณหภูมิเท่ากับหรือต่ำกว่า 54.4 องศาเซลเซียส สารกลุ่มนี้จะทำปฏิกิริยารุนแรงกับน้ำ และติดไฟเมื่อสัมผัสกับน้ำ หรือ อากาศชื้น ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น จะเร็วหรือช้าขึ้นกับชนิดของสารเคมี  บางตัว สามารถติดไฟขึ้นเองได้ เมื่ออุณหภูมิภายนอกถึงจุดสันดาปของสารเคมี โดยไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์อื่นช่วย

1.3 สารที่ไวต่อการทำปฏิกิริยากับน้ำ  สารเคมีที่ไวต่อปฏิกิริยากับน้ำเกิดปฏิกิริยารุนแรง โดยเฉพาะเมื่อมีน้ำอยู่จำกัด สารในกลุ่มนี้ เช่น สาร alkali  สาร alkali earth  เช่น potassium calcium สารในกลุ่ม anhydrous metal halides.

1.4 สารเคมีที่เกิดเปอร์ออกไซด์  สารเคมีในกลุ่มนี้ ทำปฏิกิริยาอย่างช้า ๆ กับออกซิเจนในอากาศ โดยมีแสง และความร้อนเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา เกิดเป็นสารเปอร์ออกไซด์ สามารถก่อให้เกิดการระเบิดรุนแรงได้  ในการนำสารเคมีในกลุ่มนี้มาใช้ต้องแน่ใจว่าปราศจากสารเปอร์ออกไซด์  บางห้องปฏิบัติการกำหนดระยะเวลาจัดเก็บสารในกลุ่มนี้เป็นรายสารเคมี รายละเอียดสารในกลุ่มที่เกิดเปอร์ออกไซด์ และระยะเวลาจัดเก็บในห้องปฏิบัติการ

2.สารเคมีที่มีฤทธิ์กัดกร่อน Corrosives

สารเคมีในกลุ่มนี้ ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ ทำลายเยื่อบุผิวหนัง และเยื่อบุตา สารในกลุ่มที่สำคัญ ได้แก่ กรดแก่ ด่างแก่ สารที่ดูดน้ำ และ สารออกซิไดซ์

2.1 กรดแก่ หรือ กรดเข้มข้นทุกชนิด สามารถก่อให้เกิด การระคายเคืองต่อผิวหนังและเยื่อบุตา เฉพาะอย่างยิ่ง กรดไนตริก กรดโครมิก และ กรดไฮโดรฟลูออริก  การเคลื่อนย้ายกรดเหล่านี้ควรใส่ถุงมือยาง ผ้ายางกันเปื้อน

2.2 ด่างแก่ เช่น สารเหล่านี้ มีฤทธิ์ระคายเคืองตาสูง ดังนั้น การเคลื่อนย้ายสารเคมีในกลุ่มนี้ต้องใส่อุปกรณ์ป้องกันเช่นเดียวกับการเคลื่อนย้ายกรดแก่

2.3 สารที่ดูดน้ำ สารเคมีในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ กรดซัลฟูริก Sulfuric acid. Sodium hydroxide, phosphorus pentoxide. Calcium oxide. สารเหล่านี้หากสัมผัสผิวหนังก่อให้เกิดอาการไหม้ของผิวหนังได้

2.4 สารออกซิไดซ์  ได้แก่ สารที่เป็นตัวรับอิเล็กตรอน ในปฏิกิริยาหรือเป็นตัวให้ออกซิเจน สารในกลุ่มนี้ เช่น สารประกอบ Hypochlorite permanganate และเปอร์ออกไซด์  เนื่องจากสารในกลุ่มนี้เป็นตัวให้ออกซิเจน  จึงสามารถเป็นตัวเร่งให้เกิดการสันดาปหรือเผาไหม้ได้

Share:

Share on facebook
Share on twitter
Share on google
Share on linkedin

More Posts

ผู้ควบคุมมลพิษคือใคร มีความสำคัญอย่างไร

ผู้ควบคุมมลพิษคือใคร มีความสำคัญอย่างไร

Facebook iconFacebookTwitter iconTwitterLINE iconLineผู้ควบคุมมลพิษ คือ                ผู้ควบคุมมลพิษ คือผู้ที่มีหน้าที่สำคัญในการจัดการและดูแลมลพิษที่เกิดในโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งผู้ปฏิบัติงานในหน้าที่นี้จำเป็นต้องมีความรู้และประสบการณ์ในการจัดกสนกับมลพิษต่าง ๆ เพื่อให้สามารถควบคุมระบบบำบัดมลพิษได้อย่างเชี่ยวชาญ โดยสามารถแบ่งตามประเภทของมลพิษที่เกิดขึ้นได้ดังนี้ ผู้ควบคุมระบบบำบัดมลพิษน้ำ ผู้ควบคุมระบบบำบัดมลพิษอากาศ ผู้ควบคุมระบบการจัดการมลพิษกากอุตสาหกรรม                โรงงานอุตสาหกรรมที่เข้าข่ายตามกฎหมายหรือประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง การกำหนดชนิดและขนาดโรงงาน กำหนดวิธีการควบคุมการปล่อยของเสีย มลพิษหรือ สิ่งใด ๆ ที่มีผลกระทบต่อ

น้ำใต้ดิน ดัชนีชี้วัดคุณภาพของทรัพยากรน้ำที่สำคัญ

น้ำใต้ดิน ดัชนีชี้วัดคุณภาพของทรัพยากรน้ำที่สำคัญ

Facebook iconFacebookTwitter iconTwitterLINE iconLineแหล่งน้ำธรรมชาติสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ น้ำในบรรยากาศ หรือไอน้ำและเมฆฝน น้ำผิวดินหรือน้ำท่า หรือน้ำตามแหล่งน้ำอย่างแม่น้ำ ทะเล ทะเลสาบ และน้ำใต้ดินหรือน้ำบาดาล การไหลเวียนของน้ำมีลักษณะเป็นวัฎจักร กล่าวคือน้ำในบรรยากาศจะตกลงมาสู่พื้นโลก บางส่วนจะถูกกักเก็บเอาไว้ตามแหล่งน้ำผิวดิน อย่างแม่น้ำ ลำคลอง หนอง บึง ต่าง ๆ แต่จะมีน้ำผิวดินบางส่วนที่ไหลซึมลงไปสู่ใต้ดิน ซึ่งน้ำเหล่านี้จะถูกกักเก็บไว้ในช่องว่างระหว่างชั้นดิน

ทำไมผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่อับอากาศต้องได้รับการฝึกอบรม

ทำไมผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่อับอากาศต้องได้รับการฝึกอบรม

Facebook iconFacebookTwitter iconTwitterLINE iconLine               พื้นที่อับอากาศ คือบริเวณพื้นที่ที่มีขนาดเพียงพอที่คนสามารถเข้าไปปฏิบัติงานได้ แต่มีทางเข้าออกน้อย หรือจำกัดมักมีเพียง 1 – 2 ทางเข้าออกเท่านั้น ตัวอย่างเช่นถังไซโล ห้องนิรภัย ถ้ำ อุโมงค์ หลุมที่มีขนาดใหญ่ ท่อ แทงค์น้ำ พื้นที่ใต้พื้นอาคาร เป็นต้น นอกจากทางเข้าออกจะมีจำกัดแล้ว ยังอยู่ไกลจากบริเวณที่ต้องปฏิบัติงาน หรือมีขนาดคับแคบอีกด้วย มักเป็นพื้นที่ที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง

เทคนิคการเลือกระบบบำบัดน้ำเสีย ในโรงงาน

เทคนิคการเลือกระบบบำบัดน้ำเสีย ในโรงงาน

Facebook iconFacebookTwitter iconTwitterLINE iconLine    โรงงานสถานที่ผลิตคือสถานที่มีกิจกรรมต่าง ๆ เกิดขึ้นมามากมาย และในแต่ละกิจกรรมต่าง ๆ ก็จะมีขนาดใหญ่และปริมาณมาก ๆ ทำให้โรงงานกลายเป็นแหล่งที่เกิดของเสียต่าง ๆ ขึ้นมามากมายโดยเฉพาะน้ำเสียที่หากปนเปื้อนออกไปในสภาพแวดล้อมก็อาจส่งผลให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้ ยิ่งปนเปื้อนลงไปในแหล่งน้ำตามธรรมชาติ ก็อาจทำให้การนำไปใช้งานเพื่อการบริโภคและทำการเกษตรมีอันตรายได้ เกิดความจำเป็นที่จะต้องจัดทำระบบบำบัดน้ำเสีย ในโรงงานขึ้นมา ซึ่งการบำบัดน้ำเสียหมายถึงการขจัดหรือทำลายสิ่งปนเปื้อนต่าง ๆ ในน้ำเสียให้หมดไป หรือให้เหลือในปริมาณที่น้อยที่สุดตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด แต่เนื่องจากกิจกรรมภายในโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ นั้นมีความแตกต่างกันอย่างโรงงานอาหารน้ำเสียก็มักมีการปนเปื้อนของเศษอาหาร

Send Us A Message

Free Environmental Law Update

อัพเดทกฎหมายสิ่งแวดล้อม ฟรี!

รับสิทธิ์ง่ายๆ เพียงกรอก Email ของคุณด้านล่าง

เราจะส่งอัพเดทกฎหมายใหม่ที่ประกาศในราชกิจจา ประจำเดือน โดยจะคัดเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับด้านสิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัย และความปลอดภัย เพื่อให้ท่านสะดวกในการนำไปประเมินความสอดคล้องในองค์กรของท่านต่อไป

Sign up for free