about us
การวิเคราะห์หาค่าบีโอดี (BOD) ภาคที่ 1 | SIAMMAT | Trusted Environmental Partner

การวิเคราะห์หาค่าบีโอดี (BOD) ภาคที่ 1

การวิเคราะห์หาค่าบีโอดี (BOD) เป็นการวัดความสกปรกของน้ำเสียในเทอมของออกซิเจนที่แบคทีเรียใช้ในการย่อยสารอินทรีย์ชนิดที่ย่อยสลายได้ภายใต้สภาวะที่มีออกซิเจน การหาบีโอดีเป็นกระบวนการทดสอบทางชีววิทยาเพื่อหาปริมาณค่าออกซิเจนซึ่งแบคทีเรียใช้ในการย่อยสารอินทรีย์ในน้ำเสียภายใต้สภาวะที่เหมือนกับที่เกิดในธรรมชาติที่สุด เพื่อที่จะให้การวิเคราะห์เป็นปริมาณการวิเคราะห์ จึงต้องทำให้แฟคเตอร์ต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อการย่อยสลายคงที่
การวิเคราะห์หาค่าบีโอดี (BOD) เป็นการวัดความสกปรกของ น้ำเสีย ในเทอมของออกซิเจนที่แบคทีเรียใช้ในการย่อยสารอินทรีย์ชนิดที่ย่อยสลายได้ภายใต้สภาวะที่มีออกซิเจน
การหาบีโอดีเป็นกระบวนการทดสอบทางชีววิทยาเพื่อหาปริมาณค่าออกซิเจนซึ่งแบคทีเรียใช้ในการย่อยสารอินทรีย์ในน้ำเสียภายใต้สภาวะที่เหมือนกับที่เกิดในธรรมชาติที่สุด เพื่อที่จะให้การวิเคราะห์เป็นปริมาณการวิเคราะห์ จึงต้องทำให้แฟคเตอร์ต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อการย่อยสลายคงที่ นั่นคือ ค่าบีโอดีมาตรฐานต้องบ่ม (
Incubate) ที่อุณหภูมิ 20 ± 1 เป็นเวลา 5 วัน
การเลือกวิธีวิเคราะห์บีโอดี มี แบบ
1. วิธีแบบโดยตรง เหมาะสำหรับน้ำที่มีความสกปรกน้อย ที่มีค่า BOD ไม่เกิน 7 มก./ลิตร
2. วิธีแบบโดยเจือจาง เหมาะสำหรับน้ำที่มีความสกปรกมากที่มีค่า BOD เกิน 7 มก./ลิตรต้องเจือจางตัวอย่างน้ำให้มีออกซิเจนที่เพียงพอในการย่อยสลายสารอินทรีย์
 
  • การเก็บและรักษาตัวอย่างน้ำ
หลังจากเก็บตัวอย่างน้ำทำการวิเคราะห์ทันที แต่ถ้าไม่สามารถทำได้ ควรนำตัวอย่างน้ำไปแช่เย็นที่อุณหภูมิ 4 ซ และเมื่อจะนำตัวอย่างที่แช่เย็นมาวิเคราะห์ ต้องปล่อยตัวอย่างให้มีอุณหภูมิห้องเสียก่อน
  • เครื่องมือและอุปกรณ์
         1.ขวดบีโอดี ขนาด 250-300 มล. พร้อมจุกปิดสนิท ขวดที่ใช้ต้องปราศจากสารอินทรีย์ การทำความสะอาดควรล้างด้วยสารละลายกรดโครมิค แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด ฉีดน้ำกลั่นล้างอีกหลายๆครั้ง คว่ำให้แห้ง
      2.ตู้ควบคุมอุณหภูมิ ซึ่งควบคุมอุณหภูมิได้ที่ 20 ± 1 ซ และต้องมืด
  1. อุปกรณ์เครื่องแก้วต่าง ๆ เช่น กระบอกตวง บิวเรต ขวดรูปกรวย
  2. เครื่องจ่ายลม แบบเดียวกับที่ใช้กับตู้เลี้ยงปลา
  • สารเคมี
  1. น้ำกลั่น  : ต้องมีคุณภาพสูง ควรมีทองแดงน้อยกว่า 0.001 มก./ล. ปราศจากคลอรีน คลอรามีน สารอินทรีย์ กรดและด่าง (pH ต้องเป็นกลาง)
  1. สารละลายฟอสเฟตบัฟเฟอร์ : สารละลายโปแตสเซียมไฮโดรเจนฟอสเฟต 8.5 กรัม ไดโซเดียมไฮโดรเจนฟอสเฟตเฮปตะไฮเดรต 33.4 กรัม ไดโปแตสเซียมไฮโดรเจนฟอสเฟต 21.75 กรัม และแอมโมเนียมคลอไรด์ 1.7 กรัม ในน้ำกลั่น 500 มล. แล้วเจือจางให้เป็น 1 ลิตร
  1. สารละลายแมกนีเซียมซัลเฟต : สารละลายแมกนีเซียมซัลเฟตเฮปต้าไฮเดรต จำนวน 22.5 กรัม ในน้ำกลั่นแล้วเจือจางให้เป็น 1 ลิตร
  1. สารละลายแคลเซียมคลอไรด์ : สารละลายแคลเซียมคลอไรด์ปราศจากน้ำ 27.5 กรัม ในน้ำกลั่นแล้วเจือจางให้เป็น 1 ลิตร
  1. สารละลายแฟริคคลอไรด์ : สารละลายแฟริคคลอไรด์เฮกซะไฮเดรต 0.25 กรัม ในน้ำกลั่นแล้วเจือจางให้เป็น 1 ลิตร
  1. สารละลายแมงกานีสซัลเฟต : สารละลายแมงกานีสซัลเฟตโมโนไฮเดรต 364 กรัม หรือแมงกานีสซัลเฟตเตตราไฮเดรต 480 กรัม หรือแมงกานีสซัลเฟตไดไฮเดรต 400 กรัม ในน้ำกลั่นกรองแล้วเจือจางเป็น 1 ลิตร
  1. สารละลายอัลคาไล-ไอโดไดด์-เอไซด์ : สารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ 500 กรัม ในน้ำกลั่นเจือจางเป็น 1 ลิตร และละลายโซเดียมเอไซด์ 10 กรัม ในน้ำกลั่น 40 มล. แล้วเติมลงในสารละลายข้างต้น
  1. กรดซัลฟูริคเข้มข้น (36 N)
  2. น้ำแป้ง : ละลายแป้ง 5 กรัม ในน้ำต้ม 800 มล.เติมน้ำให้ได้ 1 ลิตร ต้มให้เดือด 2-3 นาที ตั้งค้างคืนใช้แต่น้ำใส เติม Salicylic Acid 1.25 กรัม ต่อน้ำแป้ง 1 ลิตร
  1. สารละลายโซเดียมไธโอซัลเฟต 1 นอร์มัล : สารละลายโซเดียมไธโอซัลเฟตเพนตะไฮเดรต จำนวน 24.82 กรัม ในน้ำต้มที่เย็นแล้ว เติมจนได้ปริมาตร 1 ลิตร
  2. สารละลายมาตรฐานโซเดียมไธโอซัลเฟต 0.0250 นอร์มัล : เตรียมโดยเจือจางสารละลายโซเดียมไธโอซัลเฟต 0.1 นอร์มัล จำนวน 250 มล. ด้วยน้ำกลั่นให้เป็น 1 ลิตร เก็บรักษาโดยการเติมคลอโรฟอร์ม 5 มล. หรือใช้ไฮดรอกไซด์ 0.4 กรัม ต่อสารละลาย 1 ลิตร สารละลายนี้ต้องนำมาหาความเข้มข้นที่แน่นอนด้วยสารละลายมาตรฐานไดโครเมต
  1. สารละลายมาตรฐานโพแทสเซียมไดโครเมต 0.0250 นอร์มัล : สารละลายโพแทสเซียมไดโครเมตที่อบแห้งที่อุณหภูมิ 103 ซ นาน 2 ชม. จำนวน 1.226 กรัมต่อน้ำกลั่น 1 ลิตร
  1. สารละลายมาตรฐานโซเดียมซัลไฟล์ 0.0250 นอร์มัล : สารละลายมาตรฐานโซเดียมซัลไฟล์ปราศจากน้ำ 1.575 กรัม ในน้ำกลั่น 1 ลิตร  (สารละลายตัวนี้ไม่อยู่ตัวต้องเตรียมในวันที่จะใช้เท่านั้น)
  • การเตรียมตัวอย่างน้ำก่อนการวิเคราะห์
  1. ตัวอย่างน้ำที่เป็นด่างหรือกรด ต้องปรับ pH ให้เป็นกลาง ก่อนด้วยโซเดียมไฮดรอกไซด์ 1 นอร์มัล หรือกรดซัลฟูริค 1 นอร์มัล โดยที่ปริมาตรของด่างหรือกรดที่เติมจะต้องไม่เจือจางตัวอย่างมากเกิน 5 เปอร์เซ็น

การวิเคราะห์หาค่าบีโอดี (BOD)

       2. ตัวอย่างน้ำที่มีสารประกอบคลอรีนตกค้าง จะต้องกำจัดออกก่อนวิเคราะห์โดยให้ตั้งตัวอย่างทิ้งไว้ 1 – 2 ชม. คลอรีนตกค้างจะลดลงสลายไปเอง แต่ถ้าในตัวอย่างมีคลอรีนตกค้างมาก ต้องกำจัดโดยการเติมสารละลายโซเดียมซัลไฟต
      3. ตัวอย่างน้ำที่มีโลหะหนักหรือสารที่เป็นพิษชนิดอื่นเจือปนต้องกกำจัดเสียก่อน
     4. ตัวอย่างน้ำที่มีออกซิเจนอิ่มตัวมมากเกินไป แก้ไขโดยเอาตัวอย่างน้ำใส่ขวดแล้วเขย่าแรงๆ หรือเป่าอากาศลงไป เพื่อป้องกันการสูญเสียออกซิเจนละลายในการวิเคราะห์
     5. กรณีตัวอย่างน้ำเกิดไนตริฟิชั่น ต้องทำการยับยั้งโดยเติม 2-คลอโร 6-ไตรคลอโร-เมทธิล 3 มก.ต่อตัวอย่างขนาด 300 มล.หรือเติมน้ำเจือจางจนมีความเข้มข้น 10 มก./ลิตร ก่อนก็ได้
Blog นี้เรามาเตรียมตัวอย่างน้ำก่อนนะคะ (แค่เตรียมก็เหนื่อยแล้ว+++) Blog ต่อไปจะเข้าสู่กระบวนวิธีการวิเคราะห์บีโอดีทุกรูปแบบกันค่ะ รอติดตามชมนะคะ
เครดิตภาพ : https://thaitestlab.com
  

Share:

Share on facebook
Share on twitter
Share on google
Share on linkedin

More Posts

การป้องกันสารพิษอันตรายนอกโรงงานอุตสาหกรรม

Facebook iconFacebookTwitter iconTwitterLINE iconLineการป้องกันสารพิษอันตราย เป็นหน้าที่อันสำคัญของโรงงานอุตสาหกรรม ที่จะต้องมีวิธีการจัดการและควบคุมป้องกันอันตรายจากสารพิษอย่างมีประสิทธิภาพ ในโรงงานอุตสาหกรรมมีมากมายหลายประเภท แต่ละประเภทมีขบวนการผลิตที่ไม่เหมือนกัน ใช้สารพิษต่างกัน ดังนั้น การป้องกันสารพิษอันตรายแต่ละโรงงาน จึงต้องพิจารณาเป็นราย ๆ ไป  โดยคำนึงถึงความจำเป็นและพื้นฐานความแตกต่างดังกล่าว แต่โดยหลักการทั่วไป เราต้องพิจารณาควบคุมป้องกันอันตรายจากสารพิษ ดังนี้ 1.การควบคุมที่ต้นตอของสารพิษ Source เป็นวิธีแรกที่ควรเลือก และจะได้ผลโดยตรงในการป้องกันพิษจากสาร วิธีการคือ เลือกใช้สารอื่นทดแทน โดยการห้ามใช้สารพิษที่มีพิษมาก

ทำความเข้าใจกับ EIA Report Thailand

Facebook iconFacebookTwitter iconTwitterLINE iconLineเพื่อเป็นการกำหนดมาตรการป้องกันผลกระทบในทางลบด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงต้องจัดทำ EIA Report Thailand ในการทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมต่อไป EIA Report Thailand ย่อมาจาก Environmental Impact Assessment Report หรือการทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม เป็นการศึกษาเพื่อคาดการณ์ผลกระทบทั้งในทางบวกและทางลบจากการพัฒนาโครงการ เพื่อกำหนดมาตรการป้องกัน และ แก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม และใช้ในการประกอบการตัดสินใจพัฒนาโครงการ EIA มีข้อดีคือ

ลักษณะของสารพิษที่ใช้ในขบวนการผลิต หรือสารพิษที่เกิดจากขบวนการผลิต

Facebook iconFacebookTwitter iconTwitterLINE iconLineลักษณะสารพิษ หรือวัตถุอันตรายที่ใช้ในขบวนการผลิต หรือสารพิษที่เกิดจากขบวนการผลิต พิจารณาทางด้านฟิสิกส์ แล้วอาจแบ่งได้เป็นลักษณะต่าง ๆ ดังนี้ 1.ของแข็งแขวนลอยในอากาศ Dust ฝุ่นผงดินทราย Quartz และฝุ่นใยหิน Asbestos  เมื่อมนุษย์ปฏิบัติงานในสิ่งแวดล้อมที่มีฝุ่นผง และใยหิน เวลาหายใจเข้าไป สิ่งเหล่านี้จะเข้าไปฝังในเนื้อเยื่อปอด นานเข้าจะทำให้เกิดอาการเหนื่อย หอบหายใจขัด เป็นสาเหตุให้เกิดโรคปอดที่เกิดฝุ่นผงดินทราย เรียก ซิลิโคซีส

ความรู้เกี่ยวกับสารเคมีอันตรายที่ควรเรียนรู้ไว้

Facebook iconFacebookTwitter iconTwitterLINE iconLineโรงงานอุตสาหกรรมควรมีระบบหรือขั้นตอนการจัดการสารเคมีอันตรายอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันและไม่ทำให้ประชาชนผู้อาศัยต้องได้รับสารพิษ หรือเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ อาจจะเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับประชาชนทั่วไปที่จะต้องเสี่ยงกับการสัมผัสสารเคมีอันตรายในโรงงานอุตสาหกรรม แต่ก็อาจจะต้องสัมผัสกับสารเคมีอันตรายเหล่านี้ได้ หากโรงงานอุตสาหกรรมไม่มีความรับผิดชอบในการกำจัดสารเคมีอันตรายเหล่านี้อย่างถูกต้องตามขั้นตอน ฉะนั้นกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมต้องรับผิดชอบต่อการกำจัดสารเคมีและทำให้ถูกต้องตาม พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 และ พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 สารเคมีอันตราย คืออะไร หมายถึง สารหรือวัตถุที่มีคุณสมบัติทางเคมีหรือทางกายภาพโดยตัวของมันเอง เมื่อสัมผัสกับสารอื่นแล้วก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์ ต่อทรัพย์สินและสิ่งแวดล้อม สารเคมีอันตราย ตามพรบ.วัตถุอันตราย 2535 มี

Send Us A Message

Free Environmental Law Update

อัพเดทกฎหมายสิ่งแวดล้อม ฟรี!

รับสิทธิ์ง่ายๆ เพียงกรอก Email ของคุณด้านล่าง

เราจะส่งอัพเดทกฎหมายใหม่ที่ประกาศในราชกิจจา ประจำเดือน โดยจะคัดเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับด้านสิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัย และความปลอดภัย เพื่อให้ท่านสะดวกในการนำไปประเมินความสอดคล้องในองค์กรของท่านต่อไป

Sign up for free