การเตรียมความพร้อมเมื่อต้องทำงานพื้นที่อับอากาศ

ทำงานในที่อับอากาศ

พื้นที่อับอากาศ หรือ Confined space คือ

สถานที่ที่มีความเสี่ยงในการปฏิบัติงานหลายด้าน แต่เนื่องจากหลายพื้นที่ก็ไม่สามารถหฃีกเลี่ยงลักษณะของการเป็นพื้นที่ Confined space ได้ เกิดเป็นความจำเป็นที่ผู้ปฏิบัติงานจะต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ ยิ่งในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน ความจำกัดของพื้นที่จะทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบากและล่าช้า ดังนั้นผู้ปฏิบัติงานจึงต้องเรียนรู้ถึงอันตายต่าง ๆ ที่มีโอกาสเกิดขึ้นในพื้นที่ลักษณะนี้ ดังมีรายละเอียดดังนี้

พื้นที่อับอากาศ
ทำงานในที่อับอากาศ

อันตายต่าง ๆ ที่มีโอกาสเกิดขึ้นในพื้นที่อับอากาศ

  1. ภาวะขาดออกซิเจน
    สาเหตุที่ผู้ปฏิบัติงานมักเสียชีวิตในพื้นที่อับอากาศนั่นก็คือการที่มีออกซิเจนไม่เพียงพอกับการมีชีวิต ซึ่งพื้นที่ลักษณะนี้โดยมากจะมีปริมาณออกซิเจนน้อยกว่า 19.5 % นั่นเอง ซึ่งหากออกซิเจนถูกแทนที่ด้วยก๊าซบางชนิดอย่างมีเทน คาร์บอนไดออกไซด์ หรือไนโตรเจนก็อาจทำให้เกิดการระเบิด กัดกร่อน หรือทำให้เหล็กเกิดสนิมได้ง่ายอีกด้วย
  2. ความเสี่ยงต่อการเผาไหม้
    พื้นที่อับอากาศมักมีความเสี่ยงที่จะจุดติดไฟ และการระเบิดได้ง่าย เพราะก๊าซ ไอ หรือละอองที่ติดไฟและระเบิดได้ จะไม่สามารถถูกระบายออกไปได้ เมื่อเกิดการสะสมจนก๊าซติดไฟมีความเข้มข้นสูงก็จะมีโอกาสที่จะติดไฟหรือระเบิดได้ง่าย (LEL)
  3. สารพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
    เมื่อมีค่าความเข้มข้นของสารเคมีบางชนิดสะสมมากเกินไปก็จะส่งผลต่อสุขภาพร่างกายของผู้ปฏิบัติงานได้ โดยสารพิษหลายชนิดนั้นไม่สามารถมองเห็นหรือได้กลิ่น จึงเกิดความเสี่ยงที่ผู้ปฏิบัติงานจะสัมผัสโดยไม่รู้ตัว ซึ่งโดยทั่วไปจะเกิดอันตรายได้ 2 แบบ คืออาการระคายเคือง ตามผิวหนัง และเกิดปัญหาการทำงานของระบบทางเดินหายใจ หรือระบบประสาท ซึ่งหากรุนแรงก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
  4. อันตรายทางกายภาพ
    เมื่อมีการทำงานหรือใช้เครื่องจักรในพื้นที่อับอากาศก็จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายได้มากขึ้น เพราะผู้ปฏิบัติงานมักจะเคลื่อนไหวร่างกายได้ลำบาก เมื่อมีวัตถุใดตกหล่นลงมาก็จะยากที่จะหลีกหนีหรือหลบเลี่ยงได้ หรือผู้ปฏิบัติงานอาจตกจากที่สูงเมื่อเคลื่อนย้ายร่างกายไม่ถูกวิธีได้ มีโอกาสที่จะมีกระแสไฟรั่วไหลทำให้ผู้ปฏิบัติงานถูกดูดช็อตได้ง่าย หรือเมื่อมีเหงื่อออกมามากเมื่ออากาศถ่ายเทไม่สะดวกก็ยิ่งง่ายต่อการลื่นไถลเมื่อเดินหรือหยิบจับสิ่งของต่าง ๆ ยิ่งมีแสงสว่างน้อย ๆ ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่ออันตรายทางกายภาพได้มากยิ่งขึ้น

ความจำเป็นที่จะต้องเตรียมความพร้อมก่อนเข้าไปปฏิบัติงานในพื้นที่อับอากาศ


เมื่อมีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายต่าง ๆ ตามที่กล่าวมานี้ง่ายและเป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกายมากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งมีความจำเป็นที่จะต้องเตรียมความพร้อมก่อนเข้าไปปฏิบัติงานในพื้นที่อับอากาศอย่างรอบคอบ และพิจารณาถึงอันตรายต่าง ๆ อย่างรอบด้าน ดังมีรายละเอียด ดังนี้

  1. การตรวจสอบสภาพอากาศในพื้นที่เป็นระยะ ๆ เพื่อตรวจสอบว่ามีสารที่เป็นอันตาย หรือมีปริมาณของออกซิเจนอยู่ในพื้นที่เป็นอย่างไร เพื่อหาวิธีการจัดการให้สภาพอากาศอยู่ในระดับที่มีความปลอดภัยมากที่สุด
  2. จัดเตรียมกับสถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อไม่สามารถคาดการณ์ถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างแม่นยำ ควรมีการเตรียมความพร้อมต่อสถานการณ์ฉุกเฉินต่าง ๆ ที่มีโอกาสเกิดขึ้นเอาไว้ล่วงหน้า เริ่มตั้งแต่การเตรียมความพร้อมของคนที่จะให้ความช่วยเหลือ ซึ่งควรผ่านการฝึกอบรมอย่างเหมาะสม มีผู้ควบคุมดูแลการเข้า – ออกในพื้นที่อับอากาศตลอดเวลา เพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้ปฏิบัติงานที่สูญหาย หรือเป็นอันตรายโดยที่ผู้ควบคุมงานไม่ทราบ และเตรียมอุปกรณ์สำหรับการติดต่อสื่อสารกับผู้ปฏิบัติงานให้พร้อมอยู่เสมอ มีอุปกรณ์สำหรับช่วยชีวิตที่เหมาะสม ตรงตามลักษณะการปฏิบัติงาน และสามารถช่วยเหลือผู้ปฏิบัติงานได้อย่างทันท่วงที
  3. ความพร้อมของอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ และอุปกรณ์ประกอบที่ใช้ในการปฏิบัติงาน เพื่อไม่ให้เกิดความร้อน ฝุ่นละอองปริมาณมาก การระเบิด การลุกไหม้ และไฟฟ้าลัดวงจรได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงจัดให้มีการเดินสายไฟฟ้าในสถานที่อับอากาศด้วยวิธีการที่ปลอดภัย ไม่มีการรั่วไหลหรือฉีกขาดได้ง่าย
  4. การจัดเตรียมผู้ควบคุมงานที่มีความรู้ความสามารถอย่างเหมาะสม สามารถอบรมสอนงานให้ผู้ปฏิบัติงานปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง ควบคุมดูแลให้ผู้ปฏิบัติงานใช้อุปกรณ์ป้องกัน และคุ้มครองความปลอดภัยได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
  5. กำหนดข้อห้าม และข้อควรปฏิบัติต่าง ๆ เช่น ห้ามสูบบุหรี่ ห้ามทำให้เกิดประกายไฟ ห้ามผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปในพื้นที่ รวมถึงการจัดให้มีป้ายเตือนอันตรายต่าง ๆ ที่มีโอกาสเกิดขึ้นให้ชัดเจน และมองเห็นได้ตลอดเวลา
  6. ฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงานให้ทราบถึงความปลอดภัยในการปฏิบัติงานในสถานที่อับอากาศ ผู้ปฏิบัติงานควรทราบถึงวิธีการทำงาน วิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น และวิธีการการอพยพออกจากพื้นที่เมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน
  7. การจัดเตรียมถังดับเพลิงให้มีจำนวนเพียงพอ และมีความพร้อมในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ตลอดเวลา
  8. การทำงานในพื้นที่อับอากาศนั้นควรมีผู้ปฏิบัติงานไม่น้อยกว่า 3คน แบ่งตามหน้าที่คือผู้ควบคุมงาน ซึ่งควรผ่านการฝึกอบรมเรื่องการปฏิบัติงานอย่างปลอดภัยในพื้นที่อับอากาศ ผู้ปฏิบัติงาน และทีมงานที่คอยดูแลด้านความปลอดภัย

               อย่างไรก็ตามเมื่อเหตุการณ์ไม่คาดฝันในพื้นที่อับอากาศนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ดังนั้นการเตรียมความพร้อมทั้งอุปกรณ์ป้องกัน อุปกรณ์ในการปฏิบัติงานต่าง ๆ มาเป็นอย่างดดี การตรวจสอบสถานที่ปฏิบัติงาน เพื่อให้ทราบถึงอันตรายที่แอบแฝงอยู่ หรือจัดเตรียมอุปกรณ์ให้แสงสว่างได้อย่างเหมาะสม และมีแสงสว่างที่มากเพียงพอ รวมถึงความรู้ความเข้าใจของผู้ปฏิบัติงานเพื่อให้ปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง เกิดความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินจึงมีความสำคัญและจำเป็นเป็นอย่างมาก เพราะเหตุไม่คาดฝันอาจใช้เวลาในการเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที แต่ส่งผลต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างที่ไม่อาจเรียกคืนกลับมาได้

Share:

More Posts

ขยะอันตราย

การจัดการขยะอันตรายสำคัญอย่างไร

Facebook iconFacebookTwitter iconTwitterLINE iconLineขยะอันตราย หรือขยะที่มีพิษ (Hazardous Waste) คือ ของเสีย วัสดุที่ไม่ใช้งานแล้ว ผลิตภัณฑ์ที่เสื่อมสภาพ หรือภาชนะบรรจุใช้แล้วที่มีองค์ประกอบ หรือปนเปื้อนวัตถุมีพิษ และสารเคมีอันตรายชนิดต่าง ๆ ที่พิษต่อสิ่งแวดล้อม และสิ่งมีชีวิต สารไวไฟ สารเคมีที่มีฤทธิ์กัดกร่อน สารกัมมันตรังสี และเชื้อโรคต่าง ๆ องค์ประกอลเหฃ่านี้เป็นอันตรายต่อมนุษย์ สัตว์ พืช

การตรวจวัดคุณภาพน้ำ และวิเคราะห์น้ำที่จำเป็นตามกฎหมาย

Facebook iconFacebookTwitter iconTwitterLINE iconLineวัตถุประสงค์ของการตรวจวัดคุณภาพน้ำ และวิเคราะห์น้ำ                น้ำคือองค์ประกอบสำคัญที่มนุษย์ทุกคนต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งการดื่มกินเพื่อให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายสามารถทำงานได้ตามปกติ ซึ่งต้องมีความสะอาดและปลอดภัยต่อมนุษย์ในการดื่มโดยไม่ทำให้เกิดโรค หรือทำให้ได้รับสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย คุณภาพน้ำดื่มที่ดียังต้องไม่มีสี กลิ่น หรือรส และน้ำที่ใช้ในกระบวนการทำงานต่าง ๆ ทั้งภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และร้านค้าต่าง ๆ ซึ่งแม้ว่าวัฎจักรของน้ำในโลกจะสามารถหมุนเวียนนำกลับมาใช้ใหม่ได้ แต่บางครั้งน้ำก็เกิดการปนเปื้อนจากโลหะ สิ่งสกปรก หรือมีออกซิเจนในน้ำไม่เพียงพอ

กำจัดกากอุตสาหกรรม

ความสำคัญในการกำจัดกากอุตสาหกรรม

Facebook iconFacebookTwitter iconTwitterLINE iconLineกากอุตสาหกรรมมีหลายประเภททั้งชนิดที่ไม่มีอันตรายอย่างกากอาหาร หรือเศษไม้ต่างๆ ซึ่งสามารถจัดการด้วยวิธีการทั่วไป แต่ชนิดที่ต้องได้รับการจัดการเป็นพิเศษคือกากอุตสาหกรรมอันตราย (Hazardous waste) หรือของเสียที่ไม่ใช้แล้วที่มีองค์ประกอบของสารที่ทำให้เกิดอันตราย หรือมีลักษณะเป็นสารเคมีอันตราย จำเป็นต้องดำเนินการกำจัดกากอุตสาหกรรมดังกล่าวอย่างเหมาะสม ได้แก่ การกำจัดกากอุตสาหกรรม สารไวไฟ หรือน้ำมันประเภทต่าง ๆ (Ignitable substances) เป็นกากอุตสาหกรรมที่มีน้ำมันเตา กากน้ำมัน น้ำมันปนเปื้อน น้ำมันที่ใช้งานแล้ว น้ำมันเครื่องที่ใช้งานแล้ว สารที่มีฤทธิ์กัดกร่อน

ระบบบำบัดน้ำเสีย

ทำความรู้จักกับผู้ควบคุมมลพิษ และระบบบำบัดน้ำเสีย

Facebook iconFacebookTwitter iconTwitterLINE iconLineผู้ควบคุมมลพิษ และระบบบำบัดน้ำเสียคือ ผู้ได้รับอนุญาตในการทำหน้าที่ตรวจสอบ ควบคุม กำกับดูแล ดำเนินการ และบำรุงรักษาระบบบำบัดมลพิษทางน้ำ อากาศ รวมถึงกากอุตสาหกรรมด้วย หรือควบคุมการทำงานของเครื่องจักรอุปกรณ์ เครื่องมือ และเครื่องใช้สำหรับการควบคุม บำบัด หรือกำจัดมลพิษชนิดต่าง ๆ ที่ติดตั้งสำหรับระบบป้องกันสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษภายในโรงงาน คุณสมบัติของผู้ควบคุมมลพิษ และระบบบำบัดน้ำเสีย คุณสมบัติตามประกาศของกรมโรงงานอุตสาหกรรม การจะเป็นผู้ควบคุมมลพิษ และระบบบำบัดน้ำเสียนั้น จะต้องเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติ

Send Us A Message

Free Environmental Law Update

อัพเดทกฎหมายสิ่งแวดล้อม ฟรี!

รับสิทธิ์ง่ายๆ เพียงกรอก Email ของคุณด้านล่าง

เราจะส่งอัพเดทกฎหมายใหม่ที่ประกาศในราชกิจจา ประจำเดือน โดยจะคัดเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับด้านสิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัย และความปลอดภัย เพื่อให้ท่านสะดวกในการนำไปประเมินความสอดคล้องในองค์กรของท่านต่อไป

Sign up for free