ระบบบำบัดน้ำเสียมีความสำคัญอย่างไร และแนวทางการจัดการให้มีประสิทธิภาพ

ระบบบำบัดน้ำเสียที่มีประสิทธิภาพ

ระบบบำบัดน้ำเสียมีความสำคัญอย่างไร

น้ำเสียคือน้ำหรือของเหลวที่มีสารเจือปน และกากตะกอนต่าง ๆ ในปริมาณสูง
ระบบบำบัดน้ำเสีย

เชื่อว่าหลายคนคงจะรู้จักน้ำเสียกันเป็นอย่างดีแล้ว ยิ่งในบริเวณพื้นที่ที่อยู่ใกล้แหล่งอุตสาหกรรมก็มักพบปัญหาน้ำเสียรั่วไหลออกมาปนเปื้อนแหล่งน้ำตามธรรมชาติ จนทำให้สัตว์น้ำตามแหล่งน้ำธรรมชาติตายเป้นจำนวนมาก หรือบางแห่งที่อยู่ใกล้แหล่งอุตสาหกรรมอาจต้องเผชิญกับกลิ่นของน้ำเสียที่ทางโรงงานยังบำบัดไม่แล้วเสร็จ ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขด้วยระบบบำบัดน้ำเสียที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งนอกจากจะเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีแล้ว ยังเป็นข้อบังคับทางกฎหมายสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมบางประเภทอีกด้วย

               น้ำเสียคือน้ำหรือของเหลวที่มีสารเจือปน และกากตะกอนต่าง ๆ ในปริมาณสูง จนเป็นน้ำที่ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่น ๆ ได้ และไม่เหมาะสมสำหรับงานประเภทอื่น ๆ กลายเป็นมลพิษทั้งต่อการอยู่อาศัยของผู้คน และส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม จึงจำเป็นต้องนำเข้าสู่ระบบบำบัดน้ำเสียเพื่อให้กลายเป็นน้ำที่มีคุณภาพดี ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป

 

ระบบบำบัดน้ำเสีย

ประเภทของน้ำเสีย สามารถแบ่งออกเป็น 5 ประเภท ดังนี้

  1. น้ำเสียที่มีสารอินทรีย์เป็นองค์ประกอบ มักเกิดจากการใช้งานในครัวเรือน และภาคอุตสาหกรรมอาหาร หรือเครื่องดื่ม เมื่อตรวจสอบค่า BOD (Biochemical Oxygen Demand) ซึ่งเป็นค่าที่ใช้วัดความเน่าเสียของน้ำ แสดงให้เห็นถึงปริมาณออกซิเจนที่แบคทีเรียต้องใช้ในการย่อยสลายสารอินทรีย์ ดังนั้นยิ่งค่า BOD สูง ก็ยิ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้นเท่านั้น
  2. น้ำเสียประเภทที่มีสารเคมีเป็นองค์ประกอบ พิจารณาจากค่า COD (Chemical Oxygen Demand) ซึ่งเป็นค่าที่ใช้วัดความเน่าเสียของน้ำ แสดงให้เห็นถึงปริมาณของออกซิเจนที่ใช้ในปฏิกิริยาออกซิไดซ์เพื่อให้กลายเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ และน้ำ
  3. น้ำเสียในรูปของสารแขวนลอย พิจารณาจากค่า TDS (Total Dissolved Solid) ซึ่งเป็นปริมาณของแข็งที่ละลายในน้ำ ซึ่งสามารถไหลผ่านกระดาษกรองใยแก้วได้ เมื่อกรองสารแขวนลอยต่าง ๆ ออกไปแล้วก็จะทำให้น้ำใสขึ้น ส่วนกากตะกอนที่ไม่ผ่านกระดาษกรองใยแก้วจะถูกนำไประเหย เพื่อนำไปคำนวนหาปริมาณของตะกอนที่พบต่อไป
  4. น้ำเสียที่มีการปนเปื้อนของโลหะหนัก จำเป็นต้องผ่านระบบบำบัดน้ำเสียที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  5. น้ำเสียที่มีการปนเปื้อนของสารเคมี หากเป็นสารเคมีอันตรายหรือมีความเข้มข้นสูง ๆ ก็สามารถส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้

แนวทางการจัดการน้ำเสียให้มีประสิทธิภาพ

               โดยระบบบำบัดน้ำเสียสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม ตามแหล่งที่มาน้ำเสีย ดังนี้

  1. การบำบัดน้ำเสียที่มาจากชุมชน น้ำเสียที่มาจากแหล่งชุมชนต่าง ๆ ส่วนมากมักมีปริมาณสารอินทรีย์สูง สามารถวัดค่า BOD เฉลี่ยอยู่ที่ 100 มิลลิกรัมต่อลิตร ระบบบำบัดน้ำเสียจะนำกระบวนการทางชีวภาพมาใช้ โดยนำแบคทีเรียที่มีประโยชน์มาใช้สามารถแบ่งออกได้ 2 ชนิด คือ
  2. การใช้ออกซิเจนในระบบบำบัดน้ำเสีย ซึ่งนำแบคทีเรียมาย่อยสารอินทรีย์ที่อยู่ในน้ำเสีย จึงต้องเพิ่มออกซิเจนในน้ำเพื่อให้แบคทีเรียสามารถเจริญเติบโตและย่อยสลายสารอินทรีย์ได้เร็วขึ้น ซึ่งเมื่อแบคทีเรียมีปริมาณมาก ๆ ก็จะจับตัวเป็นก้อน และตกตะกอนจนสามารถแยกออกไปได้ ส่งผลให้คุณภาพของน้ำดีขึ้น
  3. ระบบบำบัดน้ำเสียที่ไม่ใช้ออกซิเจน เป็นวิธีบำบัดน้ำเสียที่ได้รับความนิยมค่อนข้างมาก เพราะเป็นวิธีการที่ง่าย ไม่ยุ่งยาก และมีค่าใช้จ่ายไม่มากนัก เป็นการบำบัดโดยใช้แบคทีเรียในการย่อยสลายสารอินทรีย์ให้หมดไป แต่กระบวนการนี้ใช้เวลาค่อนข้างนาน เละในกระบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์ด้วยวิธีนี้มักทำให้เกิดก๊าซที่มีกลิ่นรุนแรงได้
  4. การบำบัดน้ำเสียที่มาจากภาคอุตสาหกรรม น้ำเสียจากภาคอุตสาหกรรมนั้นมักเป็นน้ำเสียที่มีสิ่งสกปรก และสารปนเปื้อนชนิดต่าง ๆ ปนเปื้อนในปริมาณมาก แต่สิ่งสกปรกและสารปนเปื้อนมักแตกต่างกันไปตามประเภทของโรงงานอุตสาหกรรมนั้น ๆ ทำให้การบำบัดด้วยกรรมวิธีทางชีวภาพเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องใช้ระบบบำบัดน้ำเสียที่มีกระบวนการที่ค่อนข้างยุ่งยาก และซับซ้อน โดยทั่วไปมักประกอบด้วย
    • การเตรียมพร้อมสำหรับการบำบัด (Pretreatment) โดยกำจัดของแข็ง หรือเศษตะกอนที่มีขนาดใหญ่ออกไปก่อนที่จะนำน้ำเข้าสู่ระบบบำบัด เพื่อให้น่ำไหลเข้าสู่ระบบบำบัดได้สะดวกขึ้น และไม่ก่อให้เกิดความเสียหายกับเครื่องสูบน้ำ โดยมีขั้นตอนดังนี้
  5. ตะแกรงกรองน้ำเสีย เป็นการกำจัดของแข็งที่มีขนาดใหญ่ด้วยตะแกรง มักใช้ความถี่ของตะแกรง 2 ชนิดคือตระแกรงแบบหยาบ และตะแกรงแบบละเอียด
  6. การบด เพื่อลดขนาดหรือปริมาตรของแข็งในน้ำให้ลดลง มักมีลักษณะเป็นเครื่องบดตัด ซึ่งเมื่อของแข็งละเอียดขึ้นแล้วก็จะถูกแยกออกไปด้วยถังตกตะกอน
  7. การดักด้วยกรวยทราย เป็นการใช้กรวดทรายมาทำให้เกิดการตกตะกอนในรางดักกรวดทราย และช่วยลดความเร็วของน้ำได้
  8. การกำจัดไขมันและน้ำมัน โดยทั่วไปจะกักน้ำเสียเอาไว้ในบ่อดักไขมันเป็นระยะเวลาหนึ่ง เพื่อให้น้ำมันและไขมันที่เบากว่าน้ำลอยตัวขึ้นสู่ผิวน้ำ จากนั้นจะใช้เครื่องตักหรือกวาดไขมันและน้ำมันเหล่านั้นออกไป
    • การบำบัดน้ำเสียขั้นที่สอง (Secondary Treatment) เป็นการจัดการสารอินทรีย์ที่อยู่ในน้ำเสีย ซึ่งมักอยู่ในรูปของสารละลาย หรืออนุภาคคอลลอยด์ เป็นขั้นตอนการจัดการน้ำเสียด้วยแบคทีเรีย โดยทั่วไประบบบำบัดน้ำเสียในขั้นตอนนี้จะต้องทำด้วยกัน 2 ขั้นตอน เพื่อให้น้ำที่ผ่านกระบวนการบำบัดจะมีคุณภาพตรงตามมาตรฐานที่ทางกฎหมายกำหนด แบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือแบบที่ใช้อากาศและแบบที่ไม่ใช้อากาศ ซึ่งน้ำเสียที่ผ่านขั้นตอนนี้มักมีคุณภาพดีเพียงพอที่จะปลดปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติได้ แต่ยังไม่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำใหม่ได้
  9. การบำบัดน้ำเสียขั้นสูง (Advanced Treatment) เป็นระบบบำบัดน้ำเสียขั้นตอนสุดท้ายก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ใช้เพื่อกำจัดสารปนเปื้อนที่ยังตกค้างอยู่ ไม่ว่าจะเป็นโลหะหนัก สารเคมี หรือเชื้อโรคบางชนิด ซึ่งในปัจจุบันระบบบำบัดน้ำเสียในขั้นตอนนี้ยังไม่แพร่หลายมากนักเพราะค่อนข้างยุ่งยาก และมีค่าใช้จ่ายสูง เป็นการบำบัดเพื่อให้สามารถนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ได้อีกครั้ง

Share:

Share on facebook
Share on twitter
Share on google
Share on linkedin

More Posts

เหตุผลที่พื้นที่อับอากาศเป็นอันตราย และมาตรการการจัดการที่เหมาะสม

Facebook iconFacebookTwitter iconTwitterLINE iconLine เหตุผลที่พื้นที่อับอากาศเป็นอันตราย เชื่อว่าหลายคนคงผ่านตาเกี่ยวกับอันตรายในพื้นที่อับอากาศกันมาบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นข่าวการเสียชีวิตเมื่อลงไปขุดบ่อบาดาล หรือคนงานที่หมดสติเมื่อลงไปทำงานในบ่อปฏิกูล ซึ่งมักจะเป็นข่าวโด่งดังในทุก ๆ ครั้งที่เกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าว แต่คงยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงเกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าว จึงขออธิบายก่อนว่าพื้นที่อับอากาศ (Confined Space) คือสถานที่ที่มีทางเข้าออกจำกัด จนทำให้การระบายอากาศตามธรรมชาติไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้ที่อยู่ภายในพื้นที่ดังกล่าว เมื่ออากาศไม่เพียงพอก็จะส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานได้ อันเนื่องมาจากการสะสมของสารเคมีที่เป็นพิษ สารไวไฟ ปริมาณออกซิเจนที่ไม่เพียงพอ โดยมากคือพื้นที่ที่มีลักษณะเป็นถัง อุโมงค์ ไซโล ท่อ

บทบาทหน้าที่และความสำคัญของผู้ควบคุมมลพิษ

Facebook iconFacebookTwitter iconTwitterLINE iconLineบทบาทหน้าที่และความสำคัญของผู้ควบคุมมลพิษ ผู้ควบคุมมลพิษคงเป็นตำแหน่งงานที่ใครหลายคนไม่เคยได้ยินมาก่อน ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ตำแหน่งงานนี้ถือเป็นตำแหน่งสำคัญที่ช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมปลดปล่อยของเสียและมลพิษต่าง ๆ ออกมาสู่สิ่งแวดล้อมได้น้อยลง และมีกฎหมายบังคับให้ภาคอุตสาหกรรมที่อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดจำเป็นต้องจัดเตรียมบุคลากรในตำแหน่งนี้เอาไว้ให้พร้อม โดยบุคลากรด้านสิ่งแวดล้อมประจำโรงงานนั้น หมายความถึงผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ทำหน้าที่รับผิดชอบ และดำเนินการเกี่ยวกับระบบป้องกันสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษของโรงงาน โดยแบ่งเป็นประเภทของงานควบคุมมลพิษได้ดังนี้ ผู้จัดการสิ่งแวดล้อม ผู้ควบคุมระบบบำบัดมลพิษน้ำ ผู้ควบคุมระบบบำบัดมลพิษอากาศ ผู้ควบคุมระบบการจัดการมลพิษกากอุตสาหกรรม ซึ่งแต่ละตำแหน่งงานก็จะมีรายละเอียดการปฏิบัติงาน และมีภาคอุตสาหกรรมที่จะต้องจัดเตรียมผู้ควบคุมมลพิษในตำแหน่งงานต่าง ๆ ดังนี้ ลำดับที่ ประเภทของโรงงาน ประเภทของผู้ควบคุมมลพิษ

เหตุผลที่การดูแลรักษาน้ำใต้ดินมีความสำคัญ

Facebook iconFacebookTwitter iconTwitterLINE iconLineเหตุผลที่การดูแลรักษาน้ำใต้ดินมีความสำคัญ       หลายคนคงเคยได้ยินคำว่าน้ำบาดาลหรือน้ำใต้ดินกันมาบ้างแล้ว ซึ่งในอดีตถือเป็นแหล่งน้ำสำคัญสำหรับพื้นที่กันดาร น้ำบาดาลแต่ละแห่งจะมีระดับความลึกจากผิวดินที่แตกต่างกัน รวมทั้งมีคุณภาพ หรือสารเคมีต่าง ๆ แตกต่างกัน บางแห่งที่น้ำบาดาลมีคุณภาพดี เหมาะกับการรับประทานก็อาจมีการนำมาจำหน่ายในรูปแบบของน้ำแร่ได้อีกด้วย แต่ในปัจจุบันแหล่งน้ำใต้ดินถือเป็นดัชนีชี้วัดสภาพทางสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ เนื่องจากน้ำบาดาลเกิดจากการสะสมของน้ำฝนในชั้นบรรยากาศที่ซึมผ่านชั้นของดินและหินแล้วอยู่รวมกันใต้พื้นดิน บางแห่งก็จะอยู่ระหว่างชั้นหินและชั้นดิน แต่บางแห่งอาจสะสมอยู่ตามรูพรุนของชั้นหิน ซึ่งอาจลึกลงไปได้หลายเมตรเลยทีเดียว หลายแห่งจึงสามารถทำการขุดเจาะเพื่อนำน้ำบาดาลมาใช้งานได้                ความสำคัญของน้ำบาดาลนั้นมีมาอย่างช้านานแล้ว ถือเป็นแหล่งน้ำที่มนุษย์นำมาใช้กันมานานแล้ว และมีปริมาณมากถึง 29%

การกำจัดสารเคมีอย่างไรให้ปลอดภัยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

Facebook iconFacebookTwitter iconTwitterLINE iconLineการกำจัดสารเคมีอย่างไรให้ปลอดภัยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทุก ๆ โรงงานอุตสาหกรรมควรหาวิธีการกำจัดสารเคมีให้ถูกต้องตามขั้นตอน และ ให้ได้อย่างปลอดภัย เพื่อช่วยลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อมได้ การกำจัดสารเคมีที่ต้องทำลาย อาจจะเป็นสารเคมีที่เก็บไว้นานแล้ว และไม่ต้องการใช้อีก หรือ เป็นสารเคมีที่เกิดขึ้นจากขบวนการของโรงงานอุตสาหกรรม จากการทดลองในห้องปฏิบัติการที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้ หรืออาจเป็นสารเคมีที่หกเลอะโดยบังเอิญ และในการกำจัดสารเคมี แต่ละครั้งจะมีวิธีการปฏิบัติไม่เหมือนกัน และในแต่ละครั้งก็อาจเกิดอันตรายในรูปแบบต่าง ๆ ขึ้นกับคุณสมบัติของสารเคมีที่ต้องการกำจัด วิธีการทั่ว ๆ ไปสำหรับการกำจัดสารเคมี

Send Us A Message

Free Environmental Law Update

อัพเดทกฎหมายสิ่งแวดล้อม ฟรี!

รับสิทธิ์ง่ายๆ เพียงกรอก Email ของคุณด้านล่าง

เราจะส่งอัพเดทกฎหมายใหม่ที่ประกาศในราชกิจจา ประจำเดือน โดยจะคัดเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับด้านสิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัย และความปลอดภัย เพื่อให้ท่านสะดวกในการนำไปประเมินความสอดคล้องในองค์กรของท่านต่อไป

Sign up for free