เหตุผลที่พื้นที่อับอากาศเป็นอันตราย และมาตรการการจัดการที่เหมาะสม

เหตุผลที่พื้นที่อับอากาศเป็นอันตราย และมาตรการการจัดการที่เหมาะสม

เหตุผลที่พื้นที่อับอากาศเป็นอันตราย

พื้นที่อับอากาศ
อันตรายที่เกิดสภาพแวดล้อมในการทำงาน

เชื่อว่าหลายคนคงผ่านตาเกี่ยวกับอันตรายในพื้นที่อับอากาศกันมาบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นข่าวการเสียชีวิตเมื่อลงไปขุดบ่อบาดาล หรือคนงานที่หมดสติเมื่อลงไปทำงานในบ่อปฏิกูล ซึ่งมักจะเป็นข่าวโด่งดังในทุก ๆ ครั้งที่เกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าว แต่คงยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงเกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าว จึงขออธิบายก่อนว่าพื้นที่อับอากาศ (Confined Space) คือสถานที่ที่มีทางเข้าออกจำกัด จนทำให้การระบายอากาศตามธรรมชาติไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้ที่อยู่ภายในพื้นที่ดังกล่าว เมื่ออากาศไม่เพียงพอก็จะส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานได้ อันเนื่องมาจากการสะสมของสารเคมีที่เป็นพิษ สารไวไฟ ปริมาณออกซิเจนที่ไม่เพียงพอ โดยมากคือพื้นที่ที่มีลักษณะเป็นถัง อุโมงค์ ไซโล ท่อ ถ้ำ บ่อ เตา ห้องใต้ดิน หรือพื้นที่อื่น ๆ ที่มีลักษณะปิดดังกล่าว โดยมีเกณฑ์ในการพิจารณาว่าพื้นที่นั้นเป็นพื้นที่อับอากาศหรือไม่ ใช้หลักในการพิจารณาดังนี้

               1. พื้นที่ที่มีขนาดเล็ก ทำให้แก๊สหรือไอต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่นั้นไม่สามารถระบายออกไปได้ ส่งผลกระทบต่อร่างกายของมนุษย์ที่อยู่ในพื้นที่ หากสูดดมแก๊สที่เป็นพิษเข้าไป หรือเมื่อได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ รวมถึงแก๊สติดไฟที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว

               2. พื้นที่ที่บุคคลอื่น ๆ ที่อยู่นอกพื้นที่ไม่สามารถสังเกตเห็น หรือเข้าไปให้ความช่วยเหลือได้ยาก

               3. ช่องทางเข้า-ออก มักอยู่ห่างออกมา มีขนาดเล็ก หรือมีจำนวนจำกัด

               4. เป็นสถานที่ที่ไม่สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง

               ดังนั้นหากต้องทำงานหรือเข้าไปในพื้นที่ที่มีลักษณะดังกล่าวจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะปฏิบัติตัวได้อย่างเหมาะสม เพื่อความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานคนนั้น ๆ โดยเริ่มจากทำความรู้จักกับอันตรายที่แฝงอยู่ในพื้นที่อับอากาศ อันได้แก่

  1. อันตรายจากการขาดอากาศหายใจ เมื่อสภาพพื้นที่ที่มีลักษณะจำกัด ทำให้การระบายอากาศไม่ดีเพียงพอ หรือในระหว่างที่ปฏิบัติงานอาจก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีหรือชีวภาพจนทำให้ออกซิเจนในพื้นที่ลดน้อยลง จนเป็นอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่นั้น ๆ ได้
  2. อันตรายที่เกิดบรรยากาศที่มีพิษ เมื่อพื้นที่มีปฏิกิริยาทางเคมี หรือมีการสะสมของสารพิษที่พื้นที่อับอากาศนั้นไม่สามารถระบายสารพิษนั้นออกไปได้ สารพิษดังกล่าวอาจอยู่ในรูปของก๊าซ ไอ ฝุ่น ควัน ละออง หรือของเหลวก็ได้ เมื่อผู้ปฏิบัติงานได้รับ หรือสัมผัสเข้าไปด้วยการสูดหายใจก็จะทำให้หมดสติ ระบบการหายใจล้มเหลว หมดสติ และเสียชีวิตได้
  3. อันตรายที่เกิดจากบรรยากาศที่ไวไฟ มักเกิดขึ้นเมื่อสถานที่นั้น ๆ มีระดับของไอระเหยจากสารไวไฟ ซึ่งอาจเกิดจากปฏิกิริยาทางเคมี หรือเกิดตกค้างจากลักษณะที่อับอากาศจนถึงระดับที่สามารถติดไฟ หรือเกิดการระเบิดได้ รวมถึงหากภายในสถานที่อับอากาศมีปริมาณออกซิเจนสูงผิดปกติ ซึ่งทำให้เมื่อเกิดการลุกไหม้หรือระเบิดก็จะมีระดับความรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้น
  4. อันตรายที่เกิดสภาพแวดล้อมในการทำงาน ซึ่งเกิดจากสภาพพื้นที่การทำงานที่ไม่เหมาะสม เช่นคับแคบ สภาพที่ชื้นแฉะ มีสิ่งกีดขวาง หรือรกรุงรัง หรือเกิดปัญหาที่เกี่ยวข้องกับจิตวิทยา เช่นการทำงานที่ต้องแข่งกับเวลาเพราะมีระยะเวลาจำกัด หรือการปฏิบัติที่ต้องทำซ้ำ ๆ รวมถึงอันตรายที่มาจากลักษณะท่าทาง และอิริยาบถในการที่ไม่เหมาะสม เช่น นั่งคุ้ดคู้ทำงานเป็นระยะเวลานาน ๆ การใช้งานที่ต้องยกของหนัก ๆ
  5. อันตรายจากสิ่งแวดล้อม เช่น
  6. เสียงที่ดังเกินไป อันเนื่องมาจากการทำงานของเครื่องจักต่าง ๆ ยิ่งอยู่ในสถานที่อับอากาศเสียงก็จะยิ่งดังขึ้น
  7. แรงสั่นสะเทือน แรงสั่นสะเทือนที่มาจากการทำงานของเครื่องจักรจะส่งผลให้เกิดอันตรายต่ออวัยวะที่ได้รับแรงสั่นสะเทือน อาจทำให้หลอดเลือดตีบ ปลายประสาทอักเสบ หรือเสื่อมสภาพ หรือเกิดความผิดปกติที่กระดูกข้อมือ และกล้ามเนื้อ เป็นต้น
  8. สิ่งที่ตกกระแทก เพราะสถานที่อับอากาศนั้นมักแวดล้อมไปด้วยพื้น ผนัง และวัสดุต่าง ๆ รอบตัวที่อาจตกหล่นลงมาทำให้บาดเจ็บได้ง่าย หรืออาจมาจากการตกกระแทกของผู้ปฏิบัติงาน เนื่องจากไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ตามปกติ หรือจากแสงสว่างที่น้อยเกินไป
  9. อุณหภูมิที่ผิดปกติ ภายในพื้นที่อับอากาศ มักมีลักษณะอุณหภูมิที่ผิดปกติ เพราะอากาศไม่สามารถไหลเวียนถ่ายเทได้ตามปกติ ซึ่งบางครั้งอาจเป็นอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงานได้ หรืออาจทำให้ระบบการทำงานของร่างกายผิดปกติ เกิดความเครียด อ่อนเพลีย หมดสติ หรือเสียชีวิตได้
  10. อันตรายที่เกิดจากกระแสไฟฟ้า หลายครั้งที่การปฏิบัติงานในที่อับอากาศนั้นจำเป็นต้องใช้เครื่องมือ เครื่องจักร ซึ่งอาจทำให้มีกระแสไฟฟ้าลัดวงจรจนเป็นอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงานได้
  11. อันตรายทางชีวภาพ ได้แก่
  12. การติดเชื้อโรคต่าง ๆ เพราะสถานที่อับอากาศมักมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับเชื้อจุลินทรีย์ชนิดต่าง ๆ
  13. อันตรายจากสัตว์มีพิษ สถานที่อับอากาศ มักมีสัตว์มีพิษอาศัยอยู่ ซึ่งอาจเป็นอันตรายกับผู้ที่เข้าไปปฏิบัติงานได้

มาตรการการจัดการที่เหมาะสม

ทำในงานพื้นที่อับอากาศ
พื้นที่ที่มีขนาดเล็ก ทำให้แก๊สหรือไอต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่นั้นไม่สามารถระบายออกไปได้

  เมื่อทราบถึงอันตรายและที่มาของการทำงานในพื้นที่อับอากาศแล้ว ควรนำมากำหนดแนวทางการป้องกันความปลอดภัยเมื่อต้องทำงานในพื้นที่อับอากาศ ดังมีขั้นตอน ดังนี้

  1. สำรวจสถานที่ทำงานว่าเป็นสถานที่อับอากาศหรือไม่ หากเป็นพื้นที่อับอากาศควรติดป้ายเตือนให้ผู้ปฏิบัติงานทราบก่อนว่าเป็นสถานที่อับอากาศ เพื่อให้รู้ตัวว่าจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร
  2. การขออนุญาตเข้าไปทำงานในที่อับอากาศ เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลา
  3. ผู้ควบคุมงานต้องมีความรู้ความสามารถ เพื่อควบคุมให้การปฏิบัติงานมีความปลอดภัย อย่างการกำหนดแผนการทำงานให้อยู่ในระยะเวลาปลอดภัย เตรียมป้องกันอันตรายในสถานที่อับอากาศก่อน อบรมและควบคุมดูแลให้ผู้ปฏิบัติงานเกิดความปลอดภัยในการทำงาน
  4. จัดเตรียมให้มีการช่วยเหลือเอาไว้ล่วงหน้า ด้วยการอบรมผู้ปฏิบัติงาน และเตรียมอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยให้พร้อมใช้งานตลอดเวลา
  5. ตรวจสอบสถานที่อับอากาศก่อนปฏิบัติงาน เพื่อดูว่ามีปริมาณออกซิเจน ก๊าซพิษ และสารที่เป็นอันตรายมากน้อยเพียงใด
  6. ผู้ปฏิบัติงานต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลที่เหมาะสม อย่างสายรัดลำตัวป้องกันการตก อุปกรณ์ป้องกันหูจากเสียงดัง และแสงสว่างที่เพียงพอกับการทำงาน
  7. การตรวจสอบสภาพอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ ให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม ป้องกันเหตุไฟฟ้ารั่ว หรือลัดวงจร
  8. การจัดเตรียมอุปกรณ์สื่อสารที่เพียงพอ เผื่อในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินจะได้เข้าให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที
  9. การกำหนดข้อห้าม และข้อควรปฏิบัติต่าง ๆ เช่นห้ามสูบบุหรี่ ห้ามทำให้เกิดประกายไฟ หรือห้ามไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าออกพื้นที่อับอากาศ ซึ่งควรกำหนดเป็นขั้นตอนการปฏิบัติงาน และควรฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงาน ให้สามารถทำงานได้อย่างปลอดภัยและเหมาะสม

Share:

Share on facebook
Share on twitter
Share on google
Share on linkedin

More Posts

บทบาทหน้าที่และความสำคัญของผู้ควบคุมมลพิษ

Facebook iconFacebookTwitter iconTwitterLINE iconLineบทบาทหน้าที่และความสำคัญของผู้ควบคุมมลพิษ ผู้ควบคุมมลพิษคงเป็นตำแหน่งงานที่ใครหลายคนไม่เคยได้ยินมาก่อน ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ตำแหน่งงานนี้ถือเป็นตำแหน่งสำคัญที่ช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมปลดปล่อยของเสียและมลพิษต่าง ๆ ออกมาสู่สิ่งแวดล้อมได้น้อยลง และมีกฎหมายบังคับให้ภาคอุตสาหกรรมที่อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดจำเป็นต้องจัดเตรียมบุคลากรในตำแหน่งนี้เอาไว้ให้พร้อม โดยบุคลากรด้านสิ่งแวดล้อมประจำโรงงานนั้น หมายความถึงผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ทำหน้าที่รับผิดชอบ และดำเนินการเกี่ยวกับระบบป้องกันสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษของโรงงาน โดยแบ่งเป็นประเภทของงานควบคุมมลพิษได้ดังนี้ ผู้จัดการสิ่งแวดล้อม ผู้ควบคุมระบบบำบัดมลพิษน้ำ ผู้ควบคุมระบบบำบัดมลพิษอากาศ ผู้ควบคุมระบบการจัดการมลพิษกากอุตสาหกรรม ซึ่งแต่ละตำแหน่งงานก็จะมีรายละเอียดการปฏิบัติงาน และมีภาคอุตสาหกรรมที่จะต้องจัดเตรียมผู้ควบคุมมลพิษในตำแหน่งงานต่าง ๆ ดังนี้ ลำดับที่ ประเภทของโรงงาน ประเภทของผู้ควบคุมมลพิษ

ระบบบำบัดน้ำเสียที่มีประสิทธิภาพ

ระบบบำบัดน้ำเสียมีความสำคัญอย่างไร และแนวทางการจัดการให้มีประสิทธิภาพ

Facebook iconFacebookTwitter iconTwitterLINE iconLineระบบบำบัดน้ำเสียมีความสำคัญอย่างไร เชื่อว่าหลายคนคงจะรู้จักน้ำเสียกันเป็นอย่างดีแล้ว ยิ่งในบริเวณพื้นที่ที่อยู่ใกล้แหล่งอุตสาหกรรมก็มักพบปัญหาน้ำเสียรั่วไหลออกมาปนเปื้อนแหล่งน้ำตามธรรมชาติ จนทำให้สัตว์น้ำตามแหล่งน้ำธรรมชาติตายเป้นจำนวนมาก หรือบางแห่งที่อยู่ใกล้แหล่งอุตสาหกรรมอาจต้องเผชิญกับกลิ่นของน้ำเสียที่ทางโรงงานยังบำบัดไม่แล้วเสร็จ ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขด้วยระบบบำบัดน้ำเสียที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งนอกจากจะเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีแล้ว ยังเป็นข้อบังคับทางกฎหมายสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมบางประเภทอีกด้วย                น้ำเสียคือน้ำหรือของเหลวที่มีสารเจือปน และกากตะกอนต่าง ๆ ในปริมาณสูง จนเป็นน้ำที่ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่น ๆ ได้ และไม่เหมาะสมสำหรับงานประเภทอื่น ๆ กลายเป็นมลพิษทั้งต่อการอยู่อาศัยของผู้คน และส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม

เหตุผลที่การดูแลรักษาน้ำใต้ดินมีความสำคัญ

Facebook iconFacebookTwitter iconTwitterLINE iconLineเหตุผลที่การดูแลรักษาน้ำใต้ดินมีความสำคัญ       หลายคนคงเคยได้ยินคำว่าน้ำบาดาลหรือน้ำใต้ดินกันมาบ้างแล้ว ซึ่งในอดีตถือเป็นแหล่งน้ำสำคัญสำหรับพื้นที่กันดาร น้ำบาดาลแต่ละแห่งจะมีระดับความลึกจากผิวดินที่แตกต่างกัน รวมทั้งมีคุณภาพ หรือสารเคมีต่าง ๆ แตกต่างกัน บางแห่งที่น้ำบาดาลมีคุณภาพดี เหมาะกับการรับประทานก็อาจมีการนำมาจำหน่ายในรูปแบบของน้ำแร่ได้อีกด้วย แต่ในปัจจุบันแหล่งน้ำใต้ดินถือเป็นดัชนีชี้วัดสภาพทางสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ เนื่องจากน้ำบาดาลเกิดจากการสะสมของน้ำฝนในชั้นบรรยากาศที่ซึมผ่านชั้นของดินและหินแล้วอยู่รวมกันใต้พื้นดิน บางแห่งก็จะอยู่ระหว่างชั้นหินและชั้นดิน แต่บางแห่งอาจสะสมอยู่ตามรูพรุนของชั้นหิน ซึ่งอาจลึกลงไปได้หลายเมตรเลยทีเดียว หลายแห่งจึงสามารถทำการขุดเจาะเพื่อนำน้ำบาดาลมาใช้งานได้                ความสำคัญของน้ำบาดาลนั้นมีมาอย่างช้านานแล้ว ถือเป็นแหล่งน้ำที่มนุษย์นำมาใช้กันมานานแล้ว และมีปริมาณมากถึง 29%

การกำจัดสารเคมีอย่างไรให้ปลอดภัยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

Facebook iconFacebookTwitter iconTwitterLINE iconLineการกำจัดสารเคมีอย่างไรให้ปลอดภัยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทุก ๆ โรงงานอุตสาหกรรมควรหาวิธีการกำจัดสารเคมีให้ถูกต้องตามขั้นตอน และ ให้ได้อย่างปลอดภัย เพื่อช่วยลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อมได้ การกำจัดสารเคมีที่ต้องทำลาย อาจจะเป็นสารเคมีที่เก็บไว้นานแล้ว และไม่ต้องการใช้อีก หรือ เป็นสารเคมีที่เกิดขึ้นจากขบวนการของโรงงานอุตสาหกรรม จากการทดลองในห้องปฏิบัติการที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้ หรืออาจเป็นสารเคมีที่หกเลอะโดยบังเอิญ และในการกำจัดสารเคมี แต่ละครั้งจะมีวิธีการปฏิบัติไม่เหมือนกัน และในแต่ละครั้งก็อาจเกิดอันตรายในรูปแบบต่าง ๆ ขึ้นกับคุณสมบัติของสารเคมีที่ต้องการกำจัด วิธีการทั่ว ๆ ไปสำหรับการกำจัดสารเคมี

Send Us A Message

Free Environmental Law Update

อัพเดทกฎหมายสิ่งแวดล้อม ฟรี!

รับสิทธิ์ง่ายๆ เพียงกรอก Email ของคุณด้านล่าง

เราจะส่งอัพเดทกฎหมายใหม่ที่ประกาศในราชกิจจา ประจำเดือน โดยจะคัดเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับด้านสิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัย และความปลอดภัย เพื่อให้ท่านสะดวกในการนำไปประเมินความสอดคล้องในองค์กรของท่านต่อไป

Sign up for free